"สร้างระบบนิเวศไร้ควัน: ถอดรหัสพฤติกรรมสู่การสร้างระบบนิเวศปกป้องเยาวชนไทย จากการเป็นนักสูบหน้าใหม่”
บทสัมภาษณ์ : รองศาสตราจารย์ ดร.ศรัณญา เบญจกุล
อาจารย์ประจำภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถอดรหัสพฤติกรรม สู่การสร้าง "ระบบนิเวศไร้ควัน" ปกป้องเยาวชนไทยจากการเป็นนักสูบหน้าใหม่ เพราะเมื่อบริบทสังคมเปลี่ยนแปลงไป ผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า มีกลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่ ๆ รุกคืบเข้าหาเด็กและเยาวชนไทยอย่างน่ากลัว เพียงการ "บอกให้เลิก" หรือ "เตือนว่ามีพิษภัย" อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
แรงบันดาลใจสำคัญในการทำงานวิจัยนี้
ปัญหาภาวะโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของโลกในปัจจุบัน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการใช้เชื้อเพลิงและการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน จึงหาแนวทางการแก้ปัญหาการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
ต้องยอมรับว่าประเทศไทยเราขับเคลื่อนเรื่องการควบคุมยาสูบมานานมาก แต่ในขณะเดียวกัน ธุรกิจยาสูบก็ไม่เคยหยุดพัฒนา กลยุทธ์การตลาดก็พุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชนไทย จากการที่ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลใน 3 กลุ่มเป้าหมาย ทั้ง “กลุ่มเยาวชนในสถาบันการอาชีวศึกษา” “กลุ่มนักศึกษาวิชาชีพสาธารณสุข รวมกว่า 37 สถาบันทั่วประเทศ”และ “กลุ่มสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม” ยิ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าการแก้ปัญหาแบบเดิมที่มุ่งเน้นไปที่ 'ตัวบุคคล' หรือการเดินไปบอกเด็กทีละคนว่าอย่าสูบ มันไม่ได้ผลอีกต่อไป สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน คือ การยกระดับไปสู่การสร้าง 'ระบบนิเวศ (Ecosystem)' ที่เอื้อต่อการไม่สูบบุหรี่อย่างแท้จริง"
หากมองผ่านเลนส์ของ "พฤติกรรมศาสตร์" อะไรเป็นพหุปัจจัย (Multifactorial) หรือสาเหตุซ่อนเร้นที่ทำให้ เด็ก ๆ ก้าวเข้าสู่วงการนักสูบหน้าใหม่
พบว่าพหุปัจจัย (Multifactorial) ที่เชื่อมโยงกันอยู่ 3 ระดับใหญ่ ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งตัดสินใจสูบบุหรี่
ปัจจัยระดับตัวบุคคล: นอกจากเรื่องเพศแล้ว ก็พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า เด็กที่มีเกรดเฉลี่ยต่ำกว่า 2.5 มีแนวโน้มสูบบุหรี่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และที่น่าห่วงที่สุดคือ 'ความเข้าใจคลาดเคลื่อน' ของเด็กจำนวนมากที่หลงเชื่อคำโฆษณาว่า บุหรี่ไฟฟ้า เป็นทางเลือกที่ ปลอดภัย และ เท่
ปัจจัยทางสังคมรอบข้าง: คนใกล้ชิดมีอิทธิพลสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ของพ่อ แม่ คนในครอบครัว เพื่อนสนิท หรือแม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์ที่ใกล้ชิดกับกลุ่มสามเณร ล้วนมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมพฤติกรรม จนเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ
ปัจจัยระดับสถาบันและสิ่งแวดล้อม: รอบ ๆ สถานศึกษายังมีพื้นที่เสี่ยง มีการโฆษณาและจัดโปรโมชัน ลด แลกแจก แถม ของร้านค้า ประกอบกับการเข้าถึงทางออนไลน์ที่ง่ายดายมาก จนทำให้เด็ก ๆ เกิดการรับรู้ที่ผิดว่า 'ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ มันคงไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายร้ายแรงอะไร

เมื่อทราบที่มาของปัญหาแล้ว ทางทีมวิจัยได้นำผลลัพธ์ไปปรับเปลี่ยนเป็น "การปฏิบัติจริง" (Implementation) เพื่อสร้างระบบนิเวศไร้ควันอย่างไร
"เราไม่ต้องการให้งานวิจัยชิ้นนี้อยู่แค่บนหิ้ง เราจึงผลักดันให้เกิดกลไกขับเคลื่อนในทางปฏิบัติทันที” นั่นคือ
ความร่วมมือเชิงนโยบายสายสุขภาพ
ผลวิจัยในกลุ่มนักศึกษาวิชาชีพสาธารณสุข ได้นำไปสู่การจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันระหว่างสถาบัน ในกลุ่มวิชาชีพสุขภาพ เพื่อร่วมสร้างเสริมให้มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการแพทย์และการสาธารณสุขทั่วประเทศ เป็นเขตปลอดบุหรี่ 100% ตามกฎหมาย
การขยายผลสู่หน้างานจริง
- กลุ่มสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม : มีการประยุกต์ใช้ 6 มาตรการเพื่อสถานศึกษาปลอดบุหรี่กับโรงเรียนวัดพระปริยัติธรรม พร้อมออกแบบโปรแกรมควบคุมยาสูบแบบครอบคลุม (Comprehensive Tobacco Control Program) เพื่อปรับเปลี่ยนระบบนิเวศตั้งแต่วิถีสงฆ์ไปจนถึงชุมชนบริเวณวัดและพื้นที่โดยรอบ
- กลุ่มเยาวชนในสถาบันการอาชีวศึกษา : ส่งต่อข้อค้นพบให้กับภาคีควบคุมยาสูบ เพื่อขยายขอบเขตการออกแบบกิจกรรมและการดำเนินงานควบคุมยาสูบให้ครอบคลุมเยาวชนกลุ่มนี้ ทั้งกิจกรรมเพื่อปรับเจตคติด้วยการสร้างการรับรู้ความสามารถในการควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้า การสร้างไอดอล การออกแบบการเรียนการสอน และการจัดสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่น่าเบื่อ เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนที่ดีขึ้น
- กลุ่มนักศึกษาวิชาชีพสาธารณสุข : ในการจัดประชุมคณบดีองค์กรวิชาชีพสุขภาพ (Dean Summit on Tobacco Control) ครั้งที่ 3 ของแหล่งทุน เรื่อง การควบคุมการบริโภคยาสูบในมหาวิทยาลัย นับเป็นวาระสำคัญที่ผลักดันให้เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเกิดการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือของคณบดีสาขาวิชาชีพสุขภาพกว่า 29 สถาบัน เพื่อร่วมผลักดันให้เกิด โครงการมหาวิทยาลัยปลอดบุหรี่ของเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ เพื่อให้ทุกสถาบันการศึกษาด้านวิชาชีพสาธารณสุข มีหลักสูตรการเรียนการสอนเนื้อหาที่เข้มข้นเกี่ยวกับเรื่องโทษและพิษภัยของยาสูบ จัดระบบบำบัดช่วยเหลือนักศึกษาที่ต้องการเลิกสูบ และดำเนินการให้สถาบันเป็นเขตปลอดบุหรี่ 100% เพื่อเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตจบใหม่ไปเป็นต้นแบบที่ดี (Role Model)
“กุญแจสำคัญที่สุดที่จะสร้างความยั่งยืน ในการปกป้องเด็กและเยาวชนไทยจากบุหรี่” คือ การผสานพลังระหว่างวิชาการกับการปฏิบัติจริง จากข้อมูลเชิงคุณภาพชี้ให้เห็นการเรียนการสอนเรื่องพิษภัยยาสูบแบบเดิมที่เน้นท่องจำมีข้อจำกัด ต่อจากนี้ต้องปรับเป็นเนื้อหาที่ทันสมัยและสร้างกิจกรรมให้เด็กมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง
และที่สำคัญที่สุดคือต้องจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กและเยาวชน ทั้งที่บ้าน ชุมชน และสถานศึกษา ถ้าสามารถสร้างสิ่งแวดล้อมที่มองไปทางไหนก็ไม่มีใครสูบ การเข้าถึงยาก และสังคมไม่ยอมรับ สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในการปกป้องเยาวชนไทยจากการเป็นผู้ใช้บุหรี่หน้าใหม่

