“การสร้างตัวแบบการให้การบริการด้าน NCDs ในกลุ่ม LGBT”
บทสัมภาษณ์ : อาจารย์ ดร.ระพีพันธ์ จอมมะเริง
อาจารย์ประจำภาควิชาอนามัยชุมชน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
“บริการสุขภาพที่เหมาะสม” ต้องออกแบบจากความต้องการของผู้รับบริการ
ในปัจจุบันผู้คนหันมาใส่ใจการดูแลสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น แต่..ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้รูปแบบบริการแบบเดียวกันกับทุกคนได้ เพราะผู้คนมีความแตกต่างทั้งทางด้านวิถีชีวิต สังคม เศรษฐกิจ ครอบครัว บริบทของการใช้ชีวิต และการยอมรับจากสังคม โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) กลุ่ม LGBT เป็นหนึ่งในกลุ่มเปราะบาง ซึ่งอาจมีปัจจัยเฉพาะที่อาจส่งผลต่อการเข้าถึงการรับบริการด้านสุขภาพ ทำให้ส่งผลต่อความเสี่ยงด้านสุขภาพ จึงได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อหาแนวทางในการสร้างรูปแบบการให้บริการด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สำหรับกลุ่ม LGBT โดยมุ่งทำความเข้าใจพฤติกรรม ความต้องการ และปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ เพื่อนำข้อมูลจริงที่ได้มา สู่การพัฒนาบริการที่เหมาะสมและเข้าถึงได้มากขึ้น

ทีมงานวิจัยได้เริ่มจากการสำรวจพฤติกรรม และ ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดัน โลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพไม่ว่าจะเป็น การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา พฤติกรรมการบริโภค การออกกำลังกาย การพักผ่อน และ สุขภาพจิต ข้อมูลด้านสุขภาพเหล่านี้มีความสำคัญเพราะช่วยให้เห็นว่า กลุ่ม LGBT มีความเสี่ยงหรือความต้องการด้านสุขภาพที่แตกต่างจากประชากรทั่วไปหรือไม่ และหากมีความต้องการเฉพาะ ควรออกแบบบริการอย่างไรจึงจะตอบโจทย์ได้อย่างเหมาะสม
ไม่ใช่แค่ “มีบริการ” แต่ต้อง “เข้าถึงบริการ”
แนวคิดสำคัญของงานวิจัย คือ การจัดบริการสุขภาพไม่ควรเป็นเพียงการนำบริการที่มีอยู่ไปให้กับทุกคนเหมือนกัน แต่ควรเข้าใจความแตกต่างและความต้องการของแต่ละกลุ่ม ดังนั้น หากพบว่ามีความต้องการเฉพาะ การพัฒนาบริการเพิ่มเติมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้ สะดวก ถูกต้อง เหมาะสม และตรงกับความต้องการของตนเอง
เมื่อผนวกองค์ความรู้ด้านโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเข้ามาแล้ว จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาบริการให้มีความครอบคลุมมากขึ้น เป้าหมายคือให้ผู้รับบริการสามารถ “มาที่เดียว ดูแลได้หลายมิติ” ทั้งโรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ สุขภาพจิต โภชนาการ และประเด็นสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รูปแบบบริการที่พัฒนาขึ้นยังคำนึงถึง ความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น ผู้ที่ใช้ฮอร์โมน ผู้ที่มีภาวะหรือปัจจัยสุขภาพร่วมอื่น ๆ รวมถึงผู้ที่มีความเสี่ยงด้านการใช้สารเสพติด หรือ อยู่ร่วมกับ HIV เพื่อให้การดูแลสามารถเชื่อมโยงกัน แนวทางดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเพียงการรักษาโรค แต่เป็นการพัฒนาระบบบริการที่มองผู้รับบริการอย่างเป็นองค์รวม และออกแบบบริการบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
หัวใจสำคัญของงานวิจัย คือ การนำข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและความต้องการด้านสุขภาพของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ LGBT มาใช้เป็นฐานในการออกแบบรูปแบบบริการที่เหมาะสม และสามารถบูรณาการเข้ากับระบบบริการที่มีอยู่เดิม เพราะเป้าหมายของ งานสาธารณสุขไม่ใช่เพียงการมีบริการที่ดี แต่คือ “การทำให้คนที่รับบริการ สามารถเข้าถึงบริการได้จริง” เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีได้อย่างเท่าเทียม

